...

October 24, 2008

เคยมองฟ้าเวลาทุกข์ไหม
















ลืมความยุ่งยาก ลืมความสับสน
ลืมความทุกข์ทนวุ่นวายในยามกลางวัน
ลืมความเบื่อหน่าย ลืมว่าต้องออกไปไหน
ลืมว่าต้องทำอะไร ....
ลืมนู่นลืมนี่
กำจัดข้อมูลในสมองให้โล่ง
เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับเติมเต็มความสุขลงไป ...
....
....

เงยหน้ามองปุยเมฆที่ล่องลอยไปมา
สีขาวตัดสีฟ้า
....
....
อย่ากลัวว่าเราจะมองเมฆกันคนละก้อน
ลมจะช่วยพัดพาเมฆบนฝั่งฟ้าของเธอมาทางฉัน
และบนฝั่งฟ้าของฉันไปหาเธอ
มองคำทักทายของฉันบนฟ้านั่นสิ
รู้สึกได้มั้ย สัมผัสได้หรือเปล่า

....
....

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชอบมองท้องฟ้า
ฝนจะตก แดดจะออก ไม่เคยรู้สึกเหงา
แลกเปลี่ยนทุกข์ และสุข
เพียงแค่แหงนหน้ามองท้องฟ้าคราม
ปลดปล่อยความสุขออกมา
เต็มท้องฟ้า...



Labels:

January 03, 2008

๒๕๕๐


ย่างผ่านศักราชเก่าไปอีกหนึ่งช่วงปี ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนสรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมาและผ่านไป เพื่อเป็นการเตือนใจตัวเองว่าได้ประสบพบพานอะไรมาบ้าง ทำอะไรสำเร็จหรือไม่สำเร็จไปบ้าง เผื่อว่าจะมีกำลังใจในการพิทักษ์โลกในปีถัดไป ถัดไป

เริ่มจาก ‘เช็คลิสต์’ เป้าหมายในช่วงปี ๒๕๕๐ ที่ได้ตั้งไว้เมื่อต้นปีที่แล้ว
-๑-
ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ
เมื่อต้นปีเริ่มทำงานในสายงาน “เวดดิ้ง เพลนเนอร์” โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะคอยตรวจสอบตัวเองว่าเราจะรักและยังทำงานนั้นไปจนถึงสิ้นปีหรือไม่ ผลจากการตรวจสอบพบว่า เรายังต้องค้นหาตัวเองต่อไปและต่อไป เพราะแม้สายงานเวดดิ้งจะเป็นงานที่เหนื่อย สนุก และเพลิดเพลิน แต่ก็เป็นงานที่กลวงระดับโลกและไร้ซึ่งสาระสำคัญเช่นเดียวกัน นั่นทำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนสายงานเป็นอีเว้น ออแกไนเซอร์ ออแกไนซ์โง่แทน อย่างไรก็ตามการทำงานในสายเวดดิ้งกว่าครึ่งปีก็ทำให้มีความรู้ล้นทะลักในทุกด้านของงานแต่ง ใครต้องการปรึกษาเราก็ยินดี

-๒-
บ้านเจ้าคุณพ่อ
ความตั้งใจเมื่อต้นปีคือต้องกลับไปเยี่ยมพ่อที่ชุมพรให้ได้ หลังจากที่เกิดเหตุทะเลาะกันตั้งแต่วันรับปริญญาปีกระโน้นทำให้ไม่ได้ติดต่อสื่อสารใดใดกันเลย ความตั้งใจในข้อนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ถึงแม้ว่าจะเป็นการไปชุมพรครั้งเดียวในรอบปีก็ตาม

-๓-
ยอมอดเพื่ออ่าน
ข้อนี้ตั้งเป้าไว้ว่าไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็จะซื้อหนังสืออ่านเดือนละหนึ่งเล่มเป็นอย่างน้อย ผลคือเหตุที่ทำให้เรายากจนก็เพราะการซื้อหนังสือนี่แหละ ซื้อเข้าไปได้เดือนละสิบ ยี่สิบเล่ม ดีไม่ดีบางเดือนแทบจะซื้อวันเว้นวัน หลังๆเลยต้องเพลาๆลง เป็นอาทิตย์ละเล่ม ก่อนที่จะต้องยากจนจริงๆ

-๔-
โซฟา : เพราะว่าเราห่างไกลกันเหลือเกิน
ข้อนี้ถือได้ว่าไม่สำเร็จ อยากได้โซฟาตัวใหม่มาไว้ในห้องนอนที่บ้านสัตหีบ ผลคือ ได้โซฟา สีที่ต้องการด้วย แต่สถานที่ตั้งกลายเป็นห้องนั่งเล่น ทั้งๆที่ในห้องนั่งเล่นก็มีโซฟาอยู่แล้ว เอาเถ๊ออออ...ข้อนี้ถือว่าแห้วไป

-๕-
โสด แอนด์ เดอะ ซิตี้
นโยบาย คือ ครองความโสดต่อไป สุขนิยมแบบอิสระเท่านั้นที่เราต้องการ ข้อนี้สำเร็จผ่านฉลุยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถึงแม้ช่วงกลางปีจะเป็นช่วงที่วุ่นวาย เนื่องจากมีคนเข้ามาสั่นคลอนนโยบายพร้อมกันจนน่าเวียนหัว เดชะบุญที่มีเพื่อนเกย์รูปงามไว้คุ้มกะลาหัวทำให้พอรอดตัวมาจากวิกฤตได้ อย่างไรก็ดีปีนี้เป็นปีที่ต้องบันทึกไว้ว่ามีชายหนุ่มมาเยี่ยมเยียนมากกว่าหญิงสาว(ฮา) เห็นควรจัดลำดับความเป็นที่สุดของชายหนุ่มหลงทางเหล่านี้ไว้พอสังเขป

แก่ที่สุด : ตาลุงพุงพลุ้ยที่เจอกลางทะเลเมื่อต้นปี
เด็กที่สุด : คุณน้องลูกครึ่งหล่อล่ำช่วงคริสต์มาส
ชวนผวาที่สุด : ช่างภาพเพื่อนของคนข้างห้อง ซอยทองหล่อ ที่ชอบมาร้องเพลงให้ฟังตรงหน้าต่าง และส่งโน้ตกลอนประหลาดๆ ให้
เงียบที่สุด : หนุ่มแว่น ร้านนายอินทร์ ทองหล่อ
จริงจังที่สุด : ทิง ช่างภาพชาวจีน แสนซื่อ

-๖-
ร่างกายฟิต พิชิตโรคภัย
ปีนี้เข้าโรงพยาบาลแค่ครั้งเดียว และเป็นการไปโรงพยาบาลเพื่อเช็คสุขภาพปอดเท่านั้น ไม่ได้เจ็บป่วยแต่อย่างใด ผลคือ สภาพปอดปรกติไม่ได้เป็นวัณโรคอย่างที่หลายคนแช่ง(ฮา) แต่ถึงแม้หมอจะไม่พบโรค เราก็พบก็เราเอง นั่นคือ ภูมิแพ้ ในที่สุดเราก็พบสาเหตุการไอไม่หยุดของตัวเอง หากเราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น ไม่ถ่ายเท และมีฝุ่น! เราจะไออย่างบ้าคลั่ง ทางแก้คือ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ซึ่งกำลังพยายามอยู่แต่ไม่ค่อยได้ผล), อีกอย่างที่ควรค่าแก่การบันทึกสำหรับปีนี้คือ สถิติน้ำหนักอันน่าภาคภูมิใจ สำหรับ 47.5 กิโล ในช่วงที่เดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือ แต่ก็นั่นแหละความสุขมักอยู่ไม่นาน ตอนนี้นำหนักกลับมาเหลือ 45.5 ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าคงไม่ลดไปมากกว่านี้แล้ว อ้อ ปีนี้ปฏิการกินข้าวอย่างน้อยวันละสองมื้อสำเร็จลุล่วงได้ดี ไชโย!

-๗-
ใบขับขี่ ขอมีหน่อยเหอะ
ข้อนี้เป็นข้อที่สร้างความเจ็บใจที่สุด เพราะจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปทำใบขับขี่ซักที เจ็บใจๆ

-๘-
ตีรันฟันคุด
ผลัดผ่อนไม่ยอมผ่าฟันคุดมานานเกินสองปี เมื่อต้นปีเลยตั้งเป้าเผาให้เหี้ยนปาก ผลปรากฏว่าสำหรับข้อนี้ทำสำเร็จไปครึ่งเดียว ยังเหลืออีกหนึ่งซี่ให้จัดการ เลยสรุปว่าภารกิจนี้ไม่สำเร็จ

-๙-
คืนกำไรสู่สังคม
ตามสโลแกนสำคัญ ‘จงทำความดี อย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง’ ให้ทานวณิพก คนยากจนเข็ญใจ และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมบ้าง นับเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากนัก ภารกิจนี้ถูกผนวกเข้าไปในบัญชีรายจ่ายและหมายเหตุประจำเดือน แม้จะเป็นการกระทำและจำนวนเงินไม่มากนักแต่ถ้าเราทำอย่างสม่ำเสมอก็ถือได้ว่าเป็นการคืนกำไรสู่สังคมได้บ้าง แม้จะไม่โดดเด่นแต่ภารกิจนี้ก็สำเร็จลุล่วงตามคาดหมาย

สรุปยอดรวม ๙ ภารกิจ
ทำได้ ๔ ภารกิจ ๔๔.๔๔%
ทำไม่ได้ ๕ ภารกิจ ๕๕.๕๖%
ถ้าวัดตามยอดนี้ก็ถือว่าสอบตก

แต่เพื่อเป็นการเข้าข้างตัวเอง เราจึงนับเอาสิ่งที่ทำสำเร็จครึ่งหนึ่งให้อยู่ในยอดรายการที่ทำได้ ก็จะได้ผลดังนี้
สรุปยอดรวม ๙ ภารกิจ
ทำได้ ๗ ภารกิจ ๗๗.๗๘%
ทำไม่ได้ ๒ ภารกิจ ๒๒.๒๒%
และด้วยผลแห่งการโกง จึงทำให้เราสอบผ่าน มีกำลังใจในการพิทักษ์โลกในปีถัดไป (ฮา)


เอาล่ะ ไหนๆ เอนทรี่นี้ก็ยาวหลุดโลกแล้ว ขอแถมสิ่งที่ควรบันทึกไว้อีกเล็กน้อย(?)สำหรับปี ๒๕๕๐ ดังนี้
- ทีม ‘เป็นต่อ’ ออแกไนเซอร์ ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม โดยมีสมาชิกนอกจากเรา คือ ปอนด์, น้องพลอย,น้องเก๋ (ออกแบบโลโก้ทีม โดย หลวงประดิษฐ์พิสดาร)
- ปลายเดือนพฤศจิกายน เราต้องหันมาใส่แว่น เนื่องจากสายตาเพิ่มขึ้นกว่าสามร้อย ทำให้ต้องทิ้งคอนแทคเลนซ์คู่เก่าไป
- ปางอุ๋ง คือสถานที่ท่องเที่ยว กางเต้นท์ที่น่าประทับใจที่สุดตั้งแต่เกางเต้นท์เป็นสมัยประถม
- ที่ใดที่ 7-11 เข้าถึง ที่นั่นย่อมไม่เป็นธรรมชาติ
- การใจดีให้ผู้อื่นยืมเงินโดยไม่คิดอะไร ทำให้สูญเงินไปแล้วกว่าครึ่งแสน เพราะฉะนั้นคราวหน้าจงอย่าให้ใครยืมเงินอีก!
- จงเลือกอ่านเฉพาะหนังสือที่จรรโลงใจ ดูเฉพาะหนังที่สร้างสรรค์ และไปเฉพาะที่ที่ควรไปเท่านั้น บางครั้งคนเรารับข้อมูลมากไปก็ไม่ดี เราควร in put เฉพาะสิ่งที่เราเห็นว่าจรรโลงโลกเท่านั้น
- จงใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการเท่านั้น
- รายการที่สร้างเสียงหัวเราะได้มากที่สุดในรอบปีคือ Love letter และ X-man ทั้งสองรายการสังกัดประเทศเกาหลี
- การเดินทางถ่ายภาพช่วงคริสต์มาสที่ต่อเนื่องมาหลายปีสิ้นสุดลงที่ปีนี้
- การเริ่มต้นจัดคริสต์มาสปาร์ตี้ที่ห้องได้เริ่มต้นขึ้นที่ O.P. Mansion
- เพื่อนที่สนิทที่สุดในรอบปีนี้คือ เจ้านัท
- กลุ่มคนรักการท่องเที่ยวได้ก่อตัวขึ้นในต้นเดือนกันยายน , สถานที่แรกที่ไปคือ อัมพวา , สมาชิกนอกจากเราคือ พี่ภาค และพี่กิม
- ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแฟนกับพี่กิม?! เจ้านัท?! และเจ้ากุ้ง?! เอาเข้าไป!!!
- อนิเมถูกใจในรอบปี คือ Nodame
- คนโปรดแห่งปีคือ น้องนาย
- ฯลฯ

Labels:

November 20, 2007

เดินทาง รายการตลก และชีวิตที่ยืนนาน


พักนี้ไม่ค่อยได้บันทึกเรื่องราว ชีวิตดำเนินไปเนิบๆตามครรลองที่ควรจะเป็น
ตื่นและหลับตามเข็มของนาฬิกา จะเกินเลยไปบ้างก็ไม่เกินสิบยี่สิบนาที
เวลานอนก็ได้นอน เวลางานก็ได้งาน เวลาเล่นก็ได้เล่น เวลากินก็ได้กิน
มีความสุขพอประมาณ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนจนเกินไปนัก เรื่องเรียน เรื่องงาน และเรื่องเดินทางท่องเที่ยวสมดุลกันดีจนน่าแปลกใจ

อาทิตย์หน้าลางานได้สามวัน จันทร์-อังคาร-พุธ, ๒๖-๒๗-๒๘ เมื่อนับรวมเสาร์อาทิตย์ก่อนหน้าก็จะกลายเป็นห้าวันติดกัน เยอะจนน่าตกใจที่เจ้านายอนุญาตทั้งๆที่เป็นช่วงเทศกาลงานชุก


เหตุที่เจ้านายอนุญาตก็ไม่รู้เป็นเพราะเราอาจหาญแจ้งไปว่าถ้าไม่ให้ลาจะหนีไปหรือเปล่า อันนั้นจนด้วยเกล้าที่จะคิด แต่เจ้านายก็ตกลงว่าให้ไปแล้วล่ะนะ เรื่องเหตุผลก็ช่างมัน

แม่โทรมาบอกว่าตั้งโปรแกรมไว้ยาวเหยียดให้สมกับเป็นทริปปลายปี เริ่มตั้งแต่คืนวันลอยกระทง เสาร์ที่ยี่สิบสี่ ตั้งใจไว้ว่าจะไปดูกระทงสายที่ตาก ค้างซักหนึ่งคืน แล้วค่อยไปต่อที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ดูทะเลหมอก ตามด้วยสัมผัสชีวิตอันเรียบง่ายที่ปาย และปิดท้ายด้วยปางอุ๋งอีกซักคืน

กลับมาทำงานวันพฤหัสและศุกร์สองวัน พักให้หายเหนื่อย พอวันเสาร์ที่หนึ่งและอาทิตย์ที่สองธันวาคมก็เตรียมตัวเดินทางต่อไปยังเขื่อนแก่งกระจาน ตามที่ได้วางแผนไว้กับพลพรรคที่ออฟฟิศ นี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปทริปแบบค้างคืนกับเพื่อนที่ทำงาน นับตั้งแต่ได้เริ่มชีวิตการทำงานมา

ถัดไปอีกอาทิตย์ก็ทำงานอย่างหนัก เตรียมตัวรับศึกใหญ่สำหรับอาทิตย์ถัดไปที่จะต้องยกพลไปทำงานปีเตอร์แพน กันที่พัทยาในวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ที่ ๒๑,๒๒และ๒๓ ซึ่งก็หวังว่างานจะออกมาดี สนุก และไม่มีปัญหา ให้สมกับที่คาดหมายกันเอาไว้



พักนี้ติดรายการเกาหลีอยู่สองรายการ X-Man และ Love Letter
คาดว่าหลายคนคงจะเคยผ่านตา หรือไม่ก็เคยได้ยินมาบ้าง ด้วยสรรพคุณที่ขึ้นชื่อเรื่องความฮาและบ้าบอของผู้ร่วมรายการ

รายการแรก X-man ตอนนี้เริ่มฉาย Season ใหม่ และวง Shinwaบอยแบนชื่อดังก็กลับมาร่วมรายการอีกครั้งโดยไม่ลืมที่จะพกลูกบ้าจำนวนมากมาด้วย
ส่วน Love Letter หรือในชื่อภาษาไทยว่า เกมยู้ฮูจับคู่รัก ก็ยังคงสนุกสนานและเต้นกระจายบ้านกระจุยเช่นเดิม

เราไม่ใช่พวกบ้าดาราและนักร้อง โดยเฉพาะนักร้องเกาหลีหรือญี่ปุ่นที่อยู่ในกระแส ทว่าการดูสองรายการนี้ก็ทำให้เรารับรู้และสัมผัสได้ถึงเหตุผลที่ทำให้เด็กไทยคลั่งไคล้

นอกจากเกมที่ง่ายแต่สนุก พิธีกรที่มีความสามารถ และความใส่ใจในการผลิตตัดต่อ การทำกราฟฟิกที่ลงตัวแทรกไปในสถานการณ์ต่างๆแล้ว ผู้เข้าร่วมรายการกว่าสิบคนที่มีทั้งความหล่อ สวย เซ็กซี่ น่ารัก เป็นกันเอง มีความสามารถหลากหลายด้าน และมีลูกบ้าอยู่ในตัวก็ทำให้รายการดูมีสีสันขึ้นได้อีกอักโข

เรารู้สึกว่าดารา นักร้องของเค้า ไม่จำเป็นต้องเก๊กสวย หล่อ อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่พวกเขาเป็นนักร้องและนางเอกชื่อดัง แต่ก็ยังพร้อมที่จะทำอะไรให้ฮาๆ ได้ตลอดเวลา ออกแนวน่าเกลียดไม่ว่าเอาฮาไว้ก่อน ซึ่งเราว่าดีนะ เอนเตอร์เทนคนดูได้ดี

จะว่าไปเราดูทีวีอยู่ไม่กี่รายการหรอก นอกจากข่าวส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นรายการตลกไร้สาระ ดูไปหัวเราะไปอย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าจะเป็น X-man, Love Letter, Sit-Com ต่างๆ ทั้งของ Exact และ Scenario ทางฟรีทีวี และ ช่องSeries ทางเคเบิ้ลทีวี ที่พอจะมีสาระอยู่หน่อยก็คือฝึกภาษาไปกับ NHK ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผลนักหรอก นิ้วคอยแต่จะกดเปลี่ยนช่องอยู่เรื่อย




ดอทเฟย์เคยโพสผลงานวิจัยเกี่ยวกับผู้เขียนไดอารี่ไว้ในเวบไซต์ของเธอว่า
นักจิตวิทยาอังกฤษพบว่าผู้ที่เขียนไดอารี่เป็นประจำมักจะป่วยด้วยอาการปวดหัว นอนไม่หลับ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร และมีอาการประดักประเดิดในการเข้าสังคม มากกว่าผู้ที่ไม่เขียนไดอารี่

ผลการศึกษานี้ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ ว่าการเขียนบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลในจิตใจ จะช่วยให้คนเราทำใจกับเหตุการณ์นั้นได้ง่ายขึ้น การศึกษานี้เก็บข้อมูลจากนักศึกษา 94 คนที่เขียนไดอารี่เป็นประจำ และนักศึกษา 41 คนที่ไม่เขียนไดอารี่ นักศึกษาตอบคำถามเกี่ยวกับการเขียนไดอารี่ และคำถามทั่วๆ ไปเกี่ยวกับสุขภาพ การเก็บข้อมูลครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เขียนไดอารี่อยู่แล้วโดยสมัครใจ เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมาส่วนใหญ่แล้ว ผู้ศึกษาจะขอให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์สะเทือนใจ

ผลการศึกษานี้พบว่าผู้ที่เขียนไดอารี่เป็นประจำ มีสุขภาพที่แย่กว่าคนที่ไม่เขียนไดอารี่มาก และที่มีสุขภาพแย่ที่สุดก็คือคนที่เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์สะเทือนจิตใจลงในไดอารี่ แต่ผู้ศึกษาก็ไม่อาจบอกได้ว่า การเขียนไดอารี่ทำให้สุขภาพแย่ลง หรือว่าเพราะสุขภาพไม่ดีจึงทำให้เริ่มเขียนไดอารี่



เราว่าการเขียนบล็อกไม่ต่างกับการเขียนไดอารี่เท่าไหร่นัก แต่การที่เราไม่ค่อยอัพบล็อกไม่เกี่ยวกับการกลัวว่าจะมีสุขภาพที่ย่ำแย่
เราว่าคนเขียนบล็อกก็อายุยืนยาวได้ ถ้าพักผ่อนเพียงพอ ท่องเที่ยวบ่อยๆ และดูรายการตลกเสียบ้าง!!

Labels: ,

November 13, 2007

ทุกเย็นวันเสาร์คือการตระเวน






มันคือความสุขเล็กๆน้อย
ณ ร้านริมผา ลาภิณ Scenic Bar & Restaurant
ห่างจากพัทยามาทางระยอง สิบห้ากิโล ...
ราคาอาหารสูงไปหน่อยแต่ก็ถือได้ว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับบรรยากาศ...

Labels:

November 10, 2007

หลังเลิกงานคือการเฮฮา
















หากคิดจะถ่ายภาพ อย่าทำให้มันเรียบง่าย!!
เพื่ออรรถรสในการชม
กรุณาครีเอทการถ่ายภาพของคุณกับแผ่นป้ายโฆษณาในศูนย์การค้าพารากอนภาพนี้ก่อนการชม....
..
..
..













.
ไม่ๆ เราไม่ถ่ายกันแบบนี้แน่...
แบบนี้มันธรรมดาไป!!
ไปดูกันดีกว่าว่าเราได้อะไรมาจากการครีเอทภาพนี้กันบ้าง
เน้อ~~

..
..
..
























































































































แถมภาพสุดท้าย ก๊วนไอทีแทคที่ไปกินเอ็มเคกันวันนั้น
นี่เลือกรูปที่ตัวเองโดนไฟส่องมากที่สุดแล้วนะ \(^_^)/
ยังดำอยู่ดี :D


Labels:

November 06, 2007

เพื่อนฝ้าย

เย็นนี้อารมณ์ดี
เดินกลับบ้านดีๆก็เจอเจ้าฝ้ายเดินผ่านมา
อ้าฮ้า! ลืมไปเลยว่าบ้านฝ้ายอยู่แถวพญาไท!!
มันเดินตัวเล็กกะทัดรัด หัวน้ำตาลหยิกหย่องน่ารัก ผิวขาวใสปิ้ง จนสังเกตได้ในระยะไกล
โฮกกกกกกกกกกกกกกกก......น่ารักโคตรๆ
น่ารักจนนึกไม่ออกว่าจะพูดว่าอะไร
เลยเอื้อมมือไปแตะแขนทักบางเบา
ทั้งๆที่แทบอยากจะกระโดดกอด
เพราะไม่ได้เจอกันโคตรนาน

สมัยก่อนตอนเรียนมหาลัยชอบกอดมันบ่อยๆ
ตัวมันหยุ่นๆ อุ่นๆ แก้มนิ่มๆ
จิ้มไขมันตรงเอวมันเล่นระหว่างคาบเรียน เด้งดึ๋ง สนุกดี ฮ่ะฮ่าฮ่า
เจอกันคราวนี้มาแบบเวอร์ชั่นเป็นสาว
เห็นแล้วแปลกตาดีเหมือนกัน
ไม่คิดว่ามันจะสาวได้ถึงขนาดนี้

อ่ะ ลงรูปให้ดู
แต่บอกไว้ก่อน ตัวจริงงามกว่ากันเยอะ!!

















ฝ้ายเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ประมาณชีวิตร้อยห้าสิบเซ็นต์ต้นๆ
จบเอกสิ่งพิมพ์ วารสารธรรมศาสตร์
ตอนนี้เลยเป็นกอง บก. ในสำนักพิมพ์นิยายวัยรุ่นแห่งหนึ่ง

ฝ้ายเป็นคนจิตใจดี
เป็นห่วงเป็นใยคนอื่นเสมอ
ยังจำได้ดีว่า
ฝ้ายจะกุลีกุจอลูบหลัง ตบไหล่เราทุกครั้งที่เราไอยามไม่สบาย

ปีใหม่ ฝ้ายมักจะมีของขวัญให้แสนประหลาดใจ
เป็นต้นว่า ตุ๊กตาไข่หมุน ที่เราหยอดเงินแลกมา
ภาพโปสเตอร์การ์ตูนทำมือ
หรือแม้กระทั่ง รูปวาดกระเทย

ฝ้ายชอบวาดรูปในห้องเรียน
เราเห็นพัฒนาการตั้งแต่สมัยปีหนึ่งที่ฝ้ายวาดการ์ตูนได้แข็งกระโด้ก
จนถึงวันที่ฝ้ายวาดได้พลิ้วสวย

ฝ้ายชอบวาดรูปในห้องเรียน
แต่ทุกคนชอบล้อ
ตัวการ์ตูนของฝ้าย ไม่ว่าจะชายหรือหญิงต่างดูคล้ายกระเทย
ฝ้ายไม่เคยปฎิเสธ..

ฝ้ายเคยพนันกับเราว่าจะจีบใครคนนึงให้ติด
เราให้เวลาฝ้ายสามเดือน
กำหนดสิ้นสุดที่วันวาเลนไทน์
แต่ฝ้ายทำไม่สำเร็จ
จวบจนวันนี้ยังติดหนี้พิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยนถาดใหญ่เราอยู่หนึ่งถาด

ฝ้ายยังโสด
คงอีกนานกว่าคุณเธอจะเลือกใคร
แต่เราไม่แนะนำให้ใครหรอกนะ
เก็บไว้จิ้มพุงมันเล่น สนุกดี :)

Labels:

September 22, 2007

ซักวันเราจะโต

เพิ่งตระหนักได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่าต้องรีบโตเป็นผู้ใหญ่เสียแล้ว
ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใด นอกเสียจากว่ามีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่รออยู่เบื้องหน้าในอีกสี่ปีอันใกล้นี้

น้องเจ้านาย เป็นลูกของพี่ตุ้งน้องสาวของพี่เชรษฐ์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเราซึ่งพี่เชรษฐ์ได้เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกด้วยเหตุบางประการ
หลานของเราคนนี้เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ขี้อ้อน น่ารัก และมีเหตุผลเกินเด็กจึงทำให้เข้ากับเราได้ดีจนน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว
ด้วยเหตุผลที่สามารถเข้ากับหลานได้ดีเป็นพิเศษ รวมถึงเหตุผลหลักที่ญาติฝ่ายแม่ทุกคนรู้กันดีว่า เราจะไม่แต่งงาน ทุกคนเลยฝากฝังให้เราเป็นคนเลี้ยงหลานชายวัยแปดขวบคนนี้ โดยให้เหตุผลที่ฟังดูดีว่า เชื่อใจว่าเราสามารถเลี้ยงหลานให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดีได้ ซึ่งเราก็ไม่ขัดข้องที่ความรับผิดชอบเรื่องนี้แต่ประการใด ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่ถูกอวย แต่เป็นเพราะเรารักหลานคนนี้มากในระดับที่อาจเรียกได้ว่ารักเหมือนลูกในไส้ แม้ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง

ครั้งแรกที่ถูก ‘ฝากฝัง’ นั้น น้องนายยังเป็นเด็กขี้อ้อนตัวเล็กๆอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น
ทุกคนจึงตกลงกันว่า ควรรอให้น้องนายโตพอที่จะแยกออกมาอยู่ในความรับผิดชอบของเราตามลำพังเสียก่อน นั่นก็คือซักอายุประมาณสิบสองขวบ ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกว่า อีกยาวไกลเหลือเกินยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะจัดการอะไร อะไรให้ลงตัวเสียก่อน...

วันเสาร์ที่ผ่านมาได้รับเชิญให้ไปช่วยจัดการงานทำบุญเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ของตาทิวา น้องชายของตาแท้ๆของเราแถวโชคชัยสี่ เราก็ถูกถวงถามถึงเรื่องความรับผิดชอบนี้อีกครั้ง
พอมานั่งนึกๆดูแล้ว เฮ้ยย! เหลืออีกไม่กี่ปีเองนี่หว่า เพิ่งตระหนักได้อย่างแรงว่าเหลือเวลาอีกแค่สี่ปี! และสี่ปีในความคิดของเราก็ช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน
อีกเพียงแค่สี่ปีก็จะมีเด็กชายตัวน้อยๆที่คงจะโตขึ้นไม่น้อยและอยู่ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อมาอยู่ในความรับผิดชอบดูแล เป็นเหมือนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ต้องคอยอบรมบ่มเพาะให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่งให้ได้

เมื่อรู้สึกตัวว่าอีกเหลือเวลาให้เถลไถลเล่นอีกแค่สี่ปี เราก็แอบกังวลอยู่หน่อยๆ ไม่ใช่สิ ไม่หน่อย แต่เป็นความกังวลมากทีเดียวเลยล่ะ
จากเป็นคนที่เคยคิดว่า ตัวเองเป็นคนประเภทไม่มีความฝัน ไม่มีสิ่งที่อยากปกป้อง แค่อยู่ด้วยกำลังของตัวเองอย่างอิสระก็เพียงพอแล้ว กลับกลายเป็นตรงข้าม โลกหมุนกลับตาลปัดไปหมด
ตอนนี้เลยต้องมานั่งวางแผนอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พักอาศัย รายได้ หรือจะเป็นเรื่องการเตรียมมองหาโรงเรียนให้หลาน ไม่รู้สิ โดนความรักบังตาซะแล้วล่ะมั้งเรา...

ต้นปีหน้าได้ข่าวว่าพี่เชรษฐ์จะแต่งงาน ลุงเชรษฐ์ของน้องนายก็จะมีภาระให้ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เราได้แต่หวังว่าสำหรับหลานแล้วคงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในความรู้สึก แม้ผู้หญิงของพี่เชรษฐ์จะเป็นคนดีน่ารักแค่ไหน แต่เราก็ยังอดห่วงหลานไม่ได้ ก็แหงล่ะ น้องนายเป็นประเภทเข้ากับคนยากนี่นะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ด้วยแล้วไม่รู้เลยว่าผลจะเป็นยังไง
เอาเป็นว่าเราคงจะต้องรีบเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไว้เป็นแผนสำรอง นั่นคงดีที่สุด เราคิดว่านะ...




Lisa Ono/Tom Walker

Album Jambalaya - Bossa Americana


First time I saw my son, I knew I was in love

Because he was the gift I got from somewhere up above


O wow, o yes, o joy, such joy right here in my arms

He looks at me, I can see he's showing all his charms


Can't remember what I did before I saw his face

But now he's here and I can feel his amazing grace


Watching him play somehow, reminds me of myself

Once upon a different time when I was someone else


O me, o my, I feel so high every single day

O yes, ole my lord yea yea watching my son play


First time he walk it was a step into a chance

I took his hand and then we started life's dance


The first dance was so fine that I never will forget

He held my hand so tightly that I haven't stopped dancing yet


My love, my boy, my son, my joy always keep your glowand

And now that love will be with you wherever you may go


And if something should fall apart somewhere down the line

Just tell me all about it and I will make it fine


I traveled many roads before but somehow they were wrong

And sometime we find that life is just a simple song


Even the saddest songs have a human face

I will always keep my son in love's magic place

Labels:

July 28, 2007

ย้ายงาน-ย้ายหอ

ไม่ได้อัพเดทเสียนาน มีหลายสิ่งที่อยากเล่า
บางเรื่องก็ลืมไปแล้ว บางเรื่องก็ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไง
เยอะแยะมากมาย หลายสิ่ง จะลองพยายามเล่าดู
เอาเป็นว่าวันนี้จะเขียนเล่าไปเรื่อยๆ
เริ่มที่ไหน จบอย่างไร คงได้รู้ไปพร้อมๆกัน

เอาที่เรื่องงานก่อน
ตอนต้นปีเกริ่นเอาไว้ว่ากำลังจะเริ่มงานในสายธุรกิจแต่งงาน
และให้รอดูไปพร้อมกันว่าปลายปีจะยังคงทำงานสายนั้นอยู่รึเปล่า
ตอนนี้ วันที่ 28 เดือน 7 ผ่านมาได้ไม่กี่เดือน
ก็ขอป่าวประกาศว่าข้าพเจ้าคนนี้ได้ย้ายงานอีกแล้ว
บอกใครก็มีแต่คนบอกว่า ไอ้นี่เปลี่ยนงานบ่อยจริง
ยอมรับโดยดุษฎี ไม่ปฎิเสธ แล้วไงวะ เปลี่ยนงานบ่อยแล้วไง
เจ้ากอร์นบอกอิจฉาพี่ว่ะเปลี่ยนงานง่ายดี
คนอื่นเค้าอยากออกจากงานแต่ไม่กล้าออกถมเถ
เออ เรื่องของพวกมัน ปรัชญาการดำเนินชีวิตของใครของมัน
อีกอย่างชั้นก็ไม่ได้หางานได้ง่ายขนาดนั้น รู้ไว้ด้วย!

ถามว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ก็ตอบได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นครีเอทีฟงานอีเว้น
ทำมาครบ 22 วันพอดิบพอดี
ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเปลี่ยนงานอีกมั้ย
ตอบได้เต็มปากเต็มคำอีกเช่นกันว่า
จะเปลี่ยนงานอีกในไม่กี่เร็ววันนี้ล่ะ
ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละน้อง


วันแรกที่ไปทำงานที่นี่ ทีมงานที่ออฟฟิตถูกไล่ออกไปหนึ่งคน
เช้าวันต่อมาทีมงานที่เหลือเดินมาบอกว่า "พวกหนูจะลาออกแล้วนะพี่"
ซวยสิกู อะไรกันนี่ ชั้นเพิ่งมาทำงานได้สองวันเองนะเว่ย มันเกิดอะไรขึ้นนนนน
ช่างแม่งมัน เล่าข้ามช็อตไป เพราะขี้เกียจอธิบายเหตุผล
สรุปว่าวันนี้ทุกคน (ยกเว้นน้องเกมที่ออกไปตั้งแต่วันแรก) ก็ยังทำงานกันดีอยู่
เพียงแต่ว่าวันที่ 23 เดือนหน้าก็จะไม่มาทำงานอย่างเป็นทางการแล้ว
เหลือแค่ไอ้นัทกับเราที่ต้องเผชิญชะตากรรมต่อไป
พูดถึงไอ้นัท มันก็คงทำอีกไม่นานหรอก
อย่างมากก็แค่ทำจนจบงานเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์
ปล่อยมันไปตามทางของมัน
แค่ที่มันยังมาทำงานเพราะต้องการช่วยงานเราก็ดีถมเถแล้ว
ขอบใจแกว่ะ

ส่วนเราก็ยังไม่รู้ลูกผีลูกคน
ทุกวันนี้พยายามทำตัวชิลล์ๆ หาความสุขไปวันๆ
มีคนบอกว่า ความทุกข์ 95% มาจากอดีตและอนาคต
มีเพียง 5% เท่านั้นที่มาจากปัจจุบัน
เราพยายามเชื่อและปฏิบัติอยู่

ช่วงนี้ก็เริ่มมองหางานใหม่
ได้ก็ไป ไม่ได้ก็ไม่รู้ว่ะ
แต่ก็ไม่แน่นะ อาจจะอยู่ที่นี่ไปก่อนก็ได้
เพราะเท่าที่ดูเจ้านายก็ไม่ค่อยกล้าหือกับเราซักเท่าไหร่
ไม่รู้เพราะเอาใจกลัวลาออก หรืออะไร ช่างแม่งเหอะ
อย่ามาทำเรื่องมากกับเราละกัน

ตอนนี้รับหน้าที่เป็นกันชนให้กับทีมงาน
เพราะคุยกับเจ้านายรู้เรื่องที่สุด หรือย่างน้อยคุยอะไรกับเจ้านายก็ไม่เคยโดนด่า
มีอำนาจการต่อรอง ดี แบบนี้แหละดีแล้ว
มันคงเป็นหน้าที่ที่ต้องทำแหละ และก็ไม่ได้นักหนาอะไร
ว่ากันว่า อำนาจ มักมาพร้อมกับความรับผิดชอบ
เป็นเฮดครีเอทีพต้องทำใจยอมรับ
เอาเข้าจริง รู้สึกว่าตัวเองเป็นเฮด แต่ไม่ได้เป็นครีเอทีฟเลยซักนิด
เพราะมัวแต่เมนเนจงานให้ทีมงานจนไม่ค่อยมีเวลาคิดงานของตัวเอง
เจ้านายบอกว่า ให้พยายามเอางานออกจากตัวเอง จะได้มีเวลาคิดเยอะๆ
เออ พูดออกมาได้ไม่รู้เร้อว่า เวลาที่เราเอาหูฟังใส่หูน่ะ
เราพยายามหลีกเลี่ยงการสนทนาด้วย
จะคิดงานว๊อยยย เข้าใจมั้ยยยย


เมื่อวานมีความสุขดี
ถึงแม้จะทำพรีเซนต์ไปเสนอลูกค้าได้อย่างมึนๆ แต่ก็รอดมาได้ด้วยดี
ที่สำคัญ วันนี้วันเสาร์ ไม่ต้องทำโอที อาทิตย์ก็หยุด วันจันทร์ก็หยุด
หวังว่าคงไม่มีใครโทรมาตามตัวไปทำงานหรอกนะ
อย่าเลย ไม่ต้องโทรมาตามตัวหรอก
เพราะถึงยังไงๆ พรุ่งนี้ก็จะโทรไปถามความคืบหน้าของงาน
และนั่งเขียนสคริปต์ และอื่นๆให้อยู่ดี
เวิร์คแอทโฮม สบายใจกว่าว่างั้น


พรุ่งนี้มีเรื่องให้ทำอีกหนึ่งเรื่องนั่นคือ ย้ายหอ
หลังจากอยู่ทองหล่อได้เกือบครึ่งปีก็ต้องระเห็ดอีกแล้ว
พรุ่งนี้จะย้ายมาอยู่หอแถวๆอนุเสาวรีย์ชัยกับเจ้าคีนและเจ้าอีฟ
ชินกับการอยู่คนเดียวมานาน คงต้องปรับตัวกับการมีรูมเมทอีกพักใหญ่
อย่างน้อยก็เรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้อง
เอาเหอะ ทุกอย่างมันก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนทั้งนั้น
เออ พรุ่งนี้ย้ายหอ พี่บุ๊คจะลืมรึยังนี่ว่าเรานัดกันไว้
เจ้านัทอีก ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มันจะมีเดทกับเพื่อนชาวอเมริกันอะไรนั่นรึเปล่า
ได้แต่ภาวนาว่าให้จำได้และว่างมาช่วยขนของเหอะ
พรุ่งนี้อีฟต้องไปทำโอที่บริษัท
คีนก็กลับบ้านไปแล้ว
ถ้าเหลือแต่เรากับพี่กิมสองคน คงโดนตู้ทับตายอนาจกันแน่
พรุ่งนี้เช้าต้องโทรไปสำทับอีกที หวังว่าคงไม่ลืมโทรหรอกนะ

ไปเปิดบัญชีธนาคารนครหลวงไทยมา เพราะต้องเอาเงินเดือนเข้า
ก็ไปกับเจ้านัทสองคนนี่แหละ ใกล้ๆออฟฟิต เดินไปประมาณห้าสิบเมตรก็ถึง
ทำตามกระบวนการทุกอย่าง เซ็นต์เอกสารไปสองสามใบ
ของเจ้านัทไม่มีปัญหาอะไร
พอถึงตาเรา มีปัญหาซะอย่างงั้น
เจ้าหน้าที่บอกว่าลายเซ็นต์ของเราในเอกสารแต่ละใบไม่เหมือนกันซักอัน
ต้องขีดฆ่า และเอาอันใดอันหนึ่งมานั่งลอกให้เหมือนกันทุกแผ่น
เออ เว่ย เพิ่งเคยเจอ ต้องมานั่งลอกลายเซนต์ของตัวเอง
ไม่ใช่อะไรหรอก คงเพราะวันนั้นเจ้าแม่กาลีเข้าสิงตั้งแต่เช้า
ทีมงานทุกคนบอก ดูดุๆตั้งแต่เช้า พร้อมชนกับทุกเรื่อง
ส่วนเจ้านัทชอบอกชอบใจ บอกมันดี พูดจาดุดันกระแทกกระทั้นดี
คงเพราะอารมณ์ดุดันเลยทำให้ลายเซนต์ดุดันตามไปด้วย
ผลเลยปรากฎว่าต้องมานั่งใจเย็น ทำให้ลายเซนต์ของตัวเองเป็นเวอร์ชั่นปกติ
คนนอนน้อย ทำงานหนัก ถูกกดดันด้วยเวลา และงานก็เป็นแบบนี้แหละ
เอ หรือคนอื่นเค้าไม่เป็นกัน

นี่ซังโทรมาพอดี ถามเวลานัดพรุ่งนี้
เลยบอกไปว่าบ่ายสองตามที่คุยไว้กับพี่กิมเมื่อบ่าย
สบายใจไปหนึ่งคนว่าไม่ลืมกัน
ส่วนเจ้านัทคงต้องโทรถามพรุ่งนี้เช้าอีกที


ลืมแล้ว ไม่รู้ว่าจะเล่าอะไรต่อ ไว้คิดออกจะมาอีดิทเพิ่มเติมละกัน
จบมันห้วนๆแบบนี้แหละ

สวัสดี

Labels: ,